<?php
$sql ="select * from student order by id asc ";
- ตัวแปร sql คือ เลือกทุกฟิลด์จากเทเบิล student เรียงโดย id จากน้อยไปมาก
$query=mysql_query($sql) or die(mysql_error());
- ตัวแปร query คือ ฟังก์ชันที่ใช้ในการประมวล sql และตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่
$num=mysql_num_rows($query);
- ตัวแปร num คือ ประมวลผลโดยการนับจำนวน record ของ ตัวแปร query
echo $num;
- ใช้แสดงผลตัวแปร num
?>
Kunwadee Kuesom
วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
รายงานผลการเรียนค่ะ
<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>Untitled Document</title>
</head>
<body>
<?php echo "รายงานผลการเรียน php";
$str="คะแนนที่ได้";
echo $str;
$score=100;
if($score<50){
echo 'grade 0';
}else if ($score<56){
echo 'grade 1';
}else if ($score<60){
echo 'grade 1.5';
}else if ($score<66){
echo 'grade 2';
}else if ($score<70){
echo 'grade 2.5';
}else if ($score<76){
echo 'grade 3';
}else if ($score<80){
echo 'grade 3.5';
}else echo 'grade 4';
}
?>
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556
สูตรบำรุงผิวหน้าสวยใส ใครๆก็ทำได้เอง ไม่ต้องเสียเงินมากมาย
เพื่อรักษาหน้า เรามาดูแลหน้าเราเองด้วยตัวเองกันดีกว่า
1. สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้ผิวหน้า ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด แล้วนำแอปเปิ้ลไม่ปลอกเปลือกประมาณครึ่งผล ปั่นให้ละเอียดพอกหน้า
เว้นที่เปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออก
2. สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่น พอละเอียดได้ที่ จากนั้นนำน้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนชาใส่ลงไป คนให้เข้ากัน
แล้วพอกชโลมให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก
3. สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน เตรียมโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ และมะเขือเทศลูกเล็กๆ 3 ลูก ปั่นโยเกิร์ตกับมะเขือเทศให้ละเอียด แล้วนำพอกหน้าให้ทั่ว
โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก
4. สูตรหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ ผสมโยเกิร์ต 1 ถ้วย กับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วใบหน้า
แล้วขัดๆ ถูๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก
ทำเดือนละครั้งกำลังดี ♦
วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556
นอนอย่างไรให้สุขภาพดี
เพราะการพักผ่อนที่ชาร์จพลังชีวิตได้ดีที่สุดคือ “การนอน” แต่เชื่อหรือไม่ว่าแม้คุณจะนอนได้ในระยะเวลา 8 ชั่วโมงตามที่แพทย์หรือนักดูแลสุขภาพทั้งหลายต่างออกมาแนะนำว่าดีที่สุด แต่มันอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเฉกเช่นคนอื่นๆ ก็เป็นได้ หากคุณนอนผิดวิธี อาทิเช่น คนที่นอนตั้งแต่ 22.00-06.00 น. กับคนที่นอนตั้งแต่ 01.00-09.00 น. จะมีความกระฉับกระเฉงแตกต่างกัน อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบการทำงานภายในที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย นอกจากนี้เตียง ท่านอน ชุดนอน และแสงไฟต่างๆ ก็ยังส่งผลต่อการนอนว่าคุณจะตื่นมาพร้อมสุขภาพที่ดีหรือแย่ได้อีกด้วย
ประโยชน์ของการนอนหลับ
การนอนหลับอย่างเพียงพอถือเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต เพราะมีประโยชน์หลายประการ อาทิ ทำให้สุขภาพดี ไม่เป็นโรคร้ายแรงต่างๆ อย่างโรคหัวใจ ความดันต่ำ โรคเบาหวาน ซึ่งล้วนเกิดจากการนอนไม่หลับต่อเนื่องเป็นเวลานานทั้งสิ้น การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้ฉลาดและความจำดีขึ้น เพราะการนอนหลับอย่างเต็มที่จะช่วยทำให้ไม่ลืม
สิ่งต่างๆ ที่กักเก็บข้อมูลมาทั้งวัน ทำให้สามารถทำสิ่งเหล่านั้นในวันต่อไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ แถมยังช่วยให้เข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย และการนอนหลับอย่างเพียงพอยังทำให้มีรูปร่างที่ดีได้ เนื่องจากการนอนจะช่วยให้ระบบการเผาพลาญสามารถทำงานได้ดีนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า หากเราสามารถนอนหลับได้อย่างเพียงพอแล้ว ย่อมทำให้เรามีสุขภาพดีทั้งภายนอกและภายใน
วิธีง่ายๆ ในการนอนเพื่อให้ได้สุขภาพดี
- ขั้นแรก เริ่มจากเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการนอนใหม่ ควรให้สำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น คิดว่าเป็นการชาร์จพลังงานร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าในวันถัดไป และหากใครคิดว่าการนอนดึกตื่นสายเป็นการนอนที่ถูกต้อง เพราะใช้เวลานอนเท่ากับนอนเร็วตื่นเช้า ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ผิด เพราะการนอนแต่หัวค่ำและตื่นเช้าจะทำให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานได้ดีกว่า
- เข้านอนให้เป็นเวลา ซึ่งช่วงเวลานอนที่เหมาะสมที่สุด ไม่เว้นวันหยุด คือ 22.00-06.00 น. เพราะร่างกายจะพักผ่อนได้เต็มที่จากการหลับลึกในช่วงครึ่งแรกของการนอน การเข้านอนเป็นเวลาจะช่วยสร้างความเคยชินให้กับร่างกาย ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นประจำ
- สภาพแวดล้อมของห้องนอนเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ช่วยให้การนอนมีสุขภาพที่ดี ไล่มาตั้งแต่ลักษณะของเตียงนอนที่มีขนาดเหมาะสม มีความสบายไม่ทำให้อึดอัดเวลานอน ควรใช้ที่นอนที่ยัดด้วยนุ่น เพราะไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป หมอนหนุนคอควรเลือกที่มีความนุ่มและขนาดที่พอดี เพราะหมอนมีส่วนช่วยรองรับกระดูกสันหลังส่วนคอให้อยู่ในแนวโค้งที่ปกติ ภายในห้องนอนควรหรี่ไฟให้สลัวก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเตรียมสมองว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว รวมทั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องให้พอดีไม่หนาวหรือร้อนเกินไป และปิดโทรทัศน์ให้เรียบร้อยก่อนนอน ป้องกันแสงและเสียงจากโทรทัศน์มารบกวน
- ท่าทางการนอน เนื่องจากในขณะที่หลับกล้ามเนื้อรอบๆ คอจะคลายตัว หากคออยู่ในท่าที่ไม่ดี ตื่นมาอาจปวดคอหรือคอแข็งได้ ส่วนท่านอนที่ดีที่สุด ควร “นอนตะแคงขวา” เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก อาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย ท่าที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การนอนคว่ำ เพราะเป็นท่านอนที่ทำให้หายใจติดขัด และปวดต้นคอ
- เตรียมตัวก่อนนอนการอาบน้ำอุ่นประมาณ 45 นาทีก่อนเข้านอน เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อและจิตใจผ่อนคลาย ชุดนอนควรเลือกผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว อาจเลือกดื่มเครื่องดื่มเบาๆ ซักแก้ว อย่างชาคาโมไมล์อุ่นๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หรือดื่มน้ำสะอาดอุ่นๆ ที่ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้น้ำไหลเวียน ชะล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้ และกระเพาะอาหาร ช่วยให้หลับสบายมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณชาร์ตแบตร่างกายด้วยการนอนหลับอย่างสบายๆ แบบสุขภาพดี ตื่นเช้าอย่างสดชื่นพร้อมรับวันทำงานได้อย่างเต็มที่
เฮลท์ตี้โยเกิร์ต คืนความสดชื่นด้วยจุลินทรีย์
จุลินทรีย์ที่ประกอบอยู่ในโยเกิร์ต มีผลดีต่อความสวยงามและสุขภาพดีมากมาย ทั้งช่วยปรับสภาพภายในลำไส้, ช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม, เสริมภูมิคุ้มกัน ดังนั้นหากรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำก็จะดีค่ะ อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ไม่ชอบรสชาติเปรี้ยวๆของโยเกิร์ต สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดเช่นกันค่ะ แต่ถ้านึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี เรามี Healthy Yogurt Well -be Recipe มาแชร์กันค่ะ
ซีซาร์สลัดกับน้ำสลัดโยเกิร์ต
ส่วนผสมน้ำสลัด
กระเทียมสับ พอประมาณ
เกลือ พอประมาณ
พริกไทยทำ พอประมาณ
น้ำมะนาว พอประมาณ
โยเกิร์ต 150 กรัม
นมถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
ชี้สผง 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
จัดผักสลัดที่ชอบเช่น ผักกาดหอม, ข้าวโพดอ่อนต้ม หน่อไม้ฝรั่งต้ม เป็นต้น วางบนจานให้สวยงาม จากนั้นนำส่วนผสมน้ำสลัดทั้งหมดผสมคลุกเคล้ากัน และราดลงบนผักสลัดให้สวยงามน่ารับประทาน
Caprese Yogurt
กระเทียมสับ พอประมาณ
เกลือ พอประมาณ
พริกไทยทำ พอประมาณ
น้ำมะนาว พอประมาณ
โยเกิร์ต 150 กรัม
นมถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
ชี้สผง 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
จัดผักสลัดที่ชอบเช่น ผักกาดหอม, ข้าวโพดอ่อนต้ม หน่อไม้ฝรั่งต้ม เป็นต้น วางบนจานให้สวยงาม จากนั้นนำส่วนผสมน้ำสลัดทั้งหมดผสมคลุกเคล้ากัน และราดลงบนผักสลัดให้สวยงามน่ารับประทาน
Caprese Yogurt
ส่วนผสม
โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 แพ็ก
น้ำมันมะกอก, พริกไทยดำ พอประมาณ
มะเขือเทศ, ใบโหระพา พอประมาณ
วิธีทำ
น้ำมันมะกอก, พริกไทยดำ พอประมาณ
มะเขือเทศ, ใบโหระพา พอประมาณ
วิธีทำ
วางโยเกิร์ตทิ้งไว้ครึ่งวันให้น้ำระเหย จากนั้นตักโยเกิร์ตใส่จาน ราดน้ำมันมะกอก โรยพริกไทยดำ ประดับด้วยมะเขือเทศและใบโหระพาให้ดูน่ารับประทาน
Yogurt Cake Salty
ส่วนผสม
ผักโขม 100 กรัม
ไข่ไก่ 3 ฟอง
หอมหัวใหญ่ 1 ลูกเล็ก
ไส้กรอก 3 แท่ง
ปาปริก้า 1/8 ลูก
หน่อไม้ฝรั่ง 2 ก้าน
ข้าวโพดอ่อน 4 ฝัก
แป้งสาลี 120 กรัม
นมถั่วเหลือง 4 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู 3/2 ช้อนชา
โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ, พริกไทย พอประมาณ
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
ซุปผง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ไข่ไก่ 3 ฟอง
หอมหัวใหญ่ 1 ลูกเล็ก
ไส้กรอก 3 แท่ง
ปาปริก้า 1/8 ลูก
หน่อไม้ฝรั่ง 2 ก้าน
ข้าวโพดอ่อน 4 ฝัก
แป้งสาลี 120 กรัม
นมถั่วเหลือง 4 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู 3/2 ช้อนชา
โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ, พริกไทย พอประมาณ
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
ซุปผง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. หั่นผักโขมเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปต้ม 3 นาที
2. ใส่ผักโขม, โยเกิร์ต, น้ำผึ้ง, ไข่ไก่, นมถั่วเหลือง, ซุปผง, เกลือ, พริกไทย ลงในเครื่องปั่นและปั่นทั้งหมดเข้าด้วยกัน
3. เทส่วนผสมข้อ 2 ลงในถ้วย ใส่แป้งสาลี, ผงฟู, ลงไป ผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน
4. เมื่อส่วนผสมอยู่ในลักษณะคล้ายเนยแล้วเหยาะน้ำมันมะกอกลงไปสัก 3 หยด จากนั้นใส่ไส้กรอกและหน่อไม้ฝรั่งลงไป แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ประมาณ 40 นาที
2. ใส่ผักโขม, โยเกิร์ต, น้ำผึ้ง, ไข่ไก่, นมถั่วเหลือง, ซุปผง, เกลือ, พริกไทย ลงในเครื่องปั่นและปั่นทั้งหมดเข้าด้วยกัน
3. เทส่วนผสมข้อ 2 ลงในถ้วย ใส่แป้งสาลี, ผงฟู, ลงไป ผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน
4. เมื่อส่วนผสมอยู่ในลักษณะคล้ายเนยแล้วเหยาะน้ำมันมะกอกลงไปสัก 3 หยด จากนั้นใส่ไส้กรอกและหน่อไม้ฝรั่งลงไป แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ประมาณ 40 นาที
ลาซานญ่าเต้าหู้กับโยเกิร์ต
ส่วนผสม
เต้าหู้แผ่น 1 ชิ้น
โยเกิร์ตธรรมชาติ 300 กรัม
เนื้อไก่ 200 กรัม
กระเทียม 1 หัว
ซอสมะเขือเทศ 200 กรัม
หอมหัวใหญ่ 1/2 ลูก
ไวน์แดง 70 มิลลิลิตร
เกลือ, พริกไทยดำ พอประมาณ
ชี้สเหลว พอประมาณ
วิธีทำ
โยเกิร์ตธรรมชาติ 300 กรัม
เนื้อไก่ 200 กรัม
กระเทียม 1 หัว
ซอสมะเขือเทศ 200 กรัม
หอมหัวใหญ่ 1/2 ลูก
ไวน์แดง 70 มิลลิลิตร
เกลือ, พริกไทยดำ พอประมาณ
ชี้สเหลว พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำเต้าหู้ลวกน้ำร้อนประมาณ 2 นาที ระวังอย่าให้เต้าหู้แตกตัวออกจากกัน จากนั้นเทเต้าหู้วางบนกระดาษทำครัว แล้วราดด้วยเปล่า ค่อยกลับด้านเต้าหู้แล้วราดอีกที, ใส่น้ำมันมะกอกในกระทะ นำเต้าหู้ลงไปทอดในระดับไฟปานกลางกระทั่งเต้าหู้สุกมีสีเหลืองนวล
2. วางโยเกิร์ตไว้สัก 2-3 ชั่วโมงหรือครึ่งวัน ให้น้ำละเหยไปให้หมด
3. ใส่น้ำมันมะกอกลงในกระทะ ใส่กระเทียมสับ หอมหัวใหญ่ซอย เนื้อไก่ แล้วผัดให้เข้ากัน เติมซอสมะเขือเทศ, เกลือ, พริกไทยดำ, ไวน์แดง แล้วต้มทิ้งไว้
4. นำเต้าหู้ในข้อ 1 ใส่ลงในหม้อ ตามด้วยไก่ในข้อ 3 ต่อด้วยโยเกิร์ตในข้อ 2 ปิดท้ายด้วยชี้ส จากนั้นนำเข้าเตาอบประมาณ 7 นาที
2. วางโยเกิร์ตไว้สัก 2-3 ชั่วโมงหรือครึ่งวัน ให้น้ำละเหยไปให้หมด
3. ใส่น้ำมันมะกอกลงในกระทะ ใส่กระเทียมสับ หอมหัวใหญ่ซอย เนื้อไก่ แล้วผัดให้เข้ากัน เติมซอสมะเขือเทศ, เกลือ, พริกไทยดำ, ไวน์แดง แล้วต้มทิ้งไว้
4. นำเต้าหู้ในข้อ 1 ใส่ลงในหม้อ ตามด้วยไก่ในข้อ 3 ต่อด้วยโยเกิร์ตในข้อ 2 ปิดท้ายด้วยชี้ส จากนั้นนำเข้าเตาอบประมาณ 7 นาที
ซี่โครงหมูต้มโยเกิร์ต
ส่วนผสม
ซี่โครงหมู 300 กรัม
โยเกิร์ตธรรมชาติ 150 กรัม
กระเทียม 1 หัว
เกลือ พอประมาณ
พริกไทยดำ พอประมาณ
ไวน์แดง 200 มิลลิลิตร
ซอสมะเขือเทศ 4 ช้อนโต๊ะ
แครอท, ผักกาด, หอมหัวใหญ่ พอประมาณ
วิธีทำ
โยเกิร์ตธรรมชาติ 150 กรัม
กระเทียม 1 หัว
เกลือ พอประมาณ
พริกไทยดำ พอประมาณ
ไวน์แดง 200 มิลลิลิตร
ซอสมะเขือเทศ 4 ช้อนโต๊ะ
แครอท, ผักกาด, หอมหัวใหญ่ พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำซี่โครงหมูมาหมักกับโยเกิร์ต แล้วแช่ตู้เย็นไว้สัก 10 นาทีขึ้นไป
2. นำซี่โครงหมูหมักในข้อ 1 ใส่หม้อ เติมน้ำ แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆประมาณ 20 นาที
3. จากใส่ผักทั้งหมดลงไป แล้วต้มทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที
วัตถุดิบหาง่าย ทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาแป๊บเดียว ได้ทั้งอร่อยและคุณค่า ลองทำกันดูค่ะ
2. นำซี่โครงหมูหมักในข้อ 1 ใส่หม้อ เติมน้ำ แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆประมาณ 20 นาที
3. จากใส่ผักทั้งหมดลงไป แล้วต้มทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที
วัตถุดิบหาง่าย ทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาแป๊บเดียว ได้ทั้งอร่อยและคุณค่า ลองทำกันดูค่ะ
การดูแลสุขภาพ แบบไทย
การดูแลสุขภาพนั้น เราสามารถทำได้หลายวิธีเลยค่ะ สำหรับบทความนี้ เราขอเสนอ การดูแลสุขภาพ แบบไทยๆ กันบ้างน่ะค่ะ เป็นวิธีง่าย ๆ สำหรับชาวไทยเราเลยล่ะ เพราะนำมาจากภูมิปัญญาไทยเลยเจ้าค๊าาาา ^_^
กรมพัฒนาการแพทย์แผนโบราณ กระทรวงสาธารณสุข แนะ หนาวนี้ใช้สมุนไพรใกล้ตัวดูแลสุขภาพ ผักพื้นบ้าน อาหารเป็นยา ภูมิปัญญาแผนไทย ป้องกันโรค เสริมภูมิต้านทาน ต้านโรคหน้าหนาว
ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า อากาศเริ่มเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาวแล้ว โบราณเรียกว่า ปลายฝนต้นหนาว คนมักจะเจ็บป่วยเป็นไข้หัวลมตามภาษาโบราณ โรคนี้มักจะมีอาการเช่น ไอ มีไข้ เป็นหวัด ปอดบวม ท้องเสีย เป็นต้น จึงอยากแนะนำให้ประชาชนนำศาสตร์การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย มาใช้ดูแลสุขภาพ
อาจจะใช้รสชาติของอาหารมาปรับสมดุลของร่างกายให้พร้อมรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อาทิ รสเปรี้ยว จะช่วยขับเสมหะ รสขม จะช่วยเจริญอาหารทำให้หลับได้ รสเผ็ดร้อน จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ขับลม ทั้ง 3 รส หาได้ในอาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ ผักพื้นบ้าน อาหารเป็นยา ภูมิปัญญาแผนไทยใช้ป้องกันโรค เสริมภูมิต้านทาน
การบริโภคอาหาร การสัมผัสรสชาติของอาหารจึงเป็นพฤติกรรมที่ทุกคนได้รับ ดังนั้น ช่วงหน้าหนาวควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ เน้นรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย และรสเผ็ดร้อน เช่น ต้มยำต่างๆ ซึ่งในส่วนประกอบต้มยำ จะมีสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ได้แก่ ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กะเพรา หอม กระเทียม เป็นต้น
ยกตัวอย่างน่ะค่ะ
สะเดาต้มจิ้มน้ำปลาหวาน
รสขมของสะเดาช่วยให้เจริญอาหาร นอนหลับสบาย
ยำดอกแค แกงส้มดอกแค ดอกแคต้มจิ้มน้ำพริก
สรรพคุณดอกแคช่วยแก้ไข้เปลี่ยนฤดู เปลือกนำมาต้มคั้นน้ำแก้ท้องร่วง แก้บิด แก้มูกเลือด คุมธาตุ
น้ำพริกมะเขือพวง หรือ ยำมะเขือพวง
สรรพคุณมะเขือพวง ขับเสมหะ ช่วยย่อยเพราะมีเส้นใยสูงมาก
จะเห็นว่าธรรมชาติจะจัดสรรพืชผักสมุนไพรที่เหมาะสมกับฤดูกาลอยู่แล้ว ช่วงนี้ท่านจะเห็นว่าในตลาดจะมีผักดังกล่าวจำนวนมาก หากปลูกที่บ้านก็จะเห็นออกดอก ออกผลจำนวนมากเช่นกัน โบราณจะกล่าวเสมอว่า ดอกแคจะช่วยแก้ไขหัวลม หมายถึงช่วงปลายฝนต้นหนาวนี่เอง
ส้มตำ
จะได้คุณค่าทางอาหาร และสรรพคุณทางยา ได้แก่
1.มะละกอ ผลดิบ ต้มกินเป็นยาบำรุงน้ำยมขับพยาธิ แก้บิด
แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง
2.มะเขือเทศรสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบายบำรุงผิว
3.มะกอก
รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการ เพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด
แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ
4.พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน
ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
5.กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ
ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา
แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
6.มะนาว
เปลือกผลรสขมช่วยขับลม น้ำในลูกรสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน
ฟอกโลหิต
7.ผักแกล้มต่างๆ เช่น ถั่วฝักยาว และกะหล่ำปลี
ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน ผักบุ้ง รสจืดเย็น
ต้มกินใช้เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู กระถิน รสมัน
แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ มะยม ใบต้มกิน เป็นยาแก้ไอ ช่วยดับพิษไข้
บำรุงประสาท ขับเสมหะ บำรุงอาหาร แก้พิษไข้อีสุกอีใส โรคหัดเลือด
วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556
กินให้เย็น กินให้เป็น
กินให้เย็นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกินของเย็นๆ จำพวกน้ำแข็งหรือไอศครีมนะคะ แต่เป็นการกินให้ภายในร่างกายเย็นขึ้น ให้สู้กับสภาวะอากาศที่ร้อนจนแทบจะบ้าเลือดอยู่ในขนาดนี้คะ :)
โดยปกติแพทย์แผนไทยจะแนะนำการบริโภคอาหารให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย กล่าวคือ แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม และมีธาตุใดธาตุหนึ่งเป็นธาตุประจำตัว ซึ่งตามตำราได้ระบุไว้ว่า
ธาตุดิน ควรกินอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม
ธาตุน้ำ ควรกินอาหารรสเปรี้ยว หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด
ธาตุลม ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อน หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด
ธาตุไฟ ควรกินอาหารรสขม ไม่ควรกินอาหารรสร้อน
แต่ถ้าย่างเข้าฤดูร้อนเมื่อไร นอกจากยึดหลักกินตามธาตุเจ้าเรือนแล้ว ควรกินอาหารรสขมและฝาดเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยการทำงานของระบบย่อยและถุงน้ำดี สำหรับผู้ที่มีอาการเบื่ออาหาร อาหารรสเปรี้ยวจะช่วยเรียกน้ำย่อยและทำให้อยากอาหาร อาหารรสหวาน ก็ต้องกินบ้างเพื่อเพิ่มกำลังและบำรุงร่างกาย แต่ควรเป็นความหวานที่ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำตาลทรายแดง น้ำอ้อย น้ำผึ้งหลวง ฯลฯ
ปกติเรากินอาหารวันละสามมื้อ มื้อเช้าและกลางวันกินหนักได้ ส่วนมื้อเย็นให้กินน้อยๆ แต่ในหน้าร้อนควรกินทุกมื้อแบบเบาๆ กินทีละน้อย แต่กินบ่อย มากกว่าสามมื้อได้ตามความเหมาะสมของร่างกาย ส่วนมื้อเย็นเหมือนกันคือ ไม่ควรกินมาก เพราะจะทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ
ข้าวที่กินควรเลือกข้าวเบา หมายถึงข้าวที่สามเดือนเก็บเกี่ยวได้แล้ว เพราะไม่มีแป้งมาก หรือใช้ข้าวกล้องหอมมะลิ นอกจากจะอิ่มได้สารอาหารครบแล้ว ยังได้รสหอมเย็น ซึ่งตามตำราไทยบอกว่ารสนี้จะช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้นขึ้น เช่นเดียวกับข้าวแช่ที่เขาจะใส่น้ำลอยดอกมะลิให้หอม และใช้น้ำจากตุ่มดินซึ่งจะเย็นชื่นใจ ในสมัยก่อนจะไม่ใส่น้ำแข็งอย่างเดี๋ยวนี้ เพราะว่าการกินน้ำแข็ง ดื่มน้ำเย็นจัด ของเย็นๆ หรือแม้แต่ของร้อนจัดจะทำให้ปวดมวนท้องและกระเพาะทำงานได้ไม่ดี
หน้าร้อนต้องระวังเรื่องการเสียน้ำ จึงควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาอุณหภูมิปกติให้มากพอ ถ้าอยากกินน้ำเย็นก็ใส่น้ำแข็งน้อยๆ แค่ก้อนสองก้อนก็พอ
อาหารไทยที่เหมาะกับฤดูร้อน
อาหารเช่น แกงขี้เหล็ก แกงส้มแตงโมอ่อน ต้มโคล้งใบมะขามอ่อน ยำแตงกวา ต้มส้มปลากระบอก
น้ำพริกกับผักรสขม มะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวแช่ (ไม่ใส่น้ำแข็ง)
ผลไม้รสเปรี้ยว
เช่น มะม่วง มะดัน มะยม มะเฟือง
อาหารที่มีคุณสมบัติเย็นตามทฤษฎีจีน
เนื้อสัตว์ เช่น ปู เป็ด ห่านผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม สาลี่ แตงโม สับปะรด น้ำมะพร้าว มะละ กอ ส้มโอ มังคุด
ผัก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง แตงกวา มะเขือเทศ ฟัก สาหร่ายทะเล มะระ ผักกาดขาว ดอกไม้จีน ผักบุ้ง หัวไช้เท้า หน่อไม้ เห็ดหูหนู
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในหน้าร้อน
อาหารที่มีไขมัน เช่น ของทอด แกงกะทิ ขาหมู หมูกรอบ ปีกไก่ เบคอน เป็ดย่าง ฯลฯอาหารที่มีรสร้อน เช่น พริก
อาหารที่มีรสหวานจัด เช่น ขนมทองหยิบ ทองหยอด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

